April 24
เก็บมาฝาก...งานที่ทำ
ลักษณะการทำงาน
(star of
life)
ลักษณะการทำงานของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินโดยทั่วไป แบ่งออกเป็นระยะ
ได้ดังนี้
1. การเจ็บป่วยฉุกเฉินและการพบเหตุ
(Detection) การเจ็บป่วยฉุกเฉินเป็นเหตุที่เกิดขึ้นเกินอย่างไม่สามารถคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้
แม้ว่าจะสามารถเตรียมการป้องกันได้ก็ตาม
การจัดให้มีผู้ที่มีความรู้ในการตัดสินใจแจ้งเหตุเมื่อพบเหตุ
ซึ่งผู้นั้นอาจเป็นผู้เจ็บป่วยเองหรือคนข้างเคียง
เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก
เพราะว่าจะสามารถทำให้กระบวนการช่วยเหลือมาถึงได้รวดเร็ว ตรงกันข้ามหากล่าช้า
นาทีที่สำคัญต่อชีวิตของผู้เจ็บป่วยจะหมดไปเรื่อย ๆ
จนกระทั่งสายเกินแก้ไขได้
2. การแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือ (Reporting) การแจ้งเหตุที่รวดเร็วโดยระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและมีหมายเลขที่จำได้ง่ายเป็นเรื่องที่จำเป็นมากเช่นกัน
เพราะว่าเป็นประตูเข้าไปสู่การช่วยเหลือที่เป็นระบบ
แต่ผู้แจ้งเหตุอาจจะต้องมีความรู้ความสามารถในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
รวมทั้งมีความสามารถในการให้การดูแลขั้นต้นตามความเหมาะสมอีกด้วย
3.
การออกปฏิบัติการของหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน (Response)
หน่วยปฏิบัติการซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งออกทั้้งหมดเป็น 2 ระดับ คือ Advanced
Life Support กับ Basic Life Supportจะต้องมีความพร้อมเสมอที่จะออกปฏิบัติการตามคำสั่งและจะต้องมีมาตรฐานกำหนดระยะเวลาในการออกตัว
ระยะเวลาเดินทาง
โดยศูนย์รับแจ้งเหตุจะต้องคัดแยกระดับความรุนแรงหรือความต้องการของเหตุ
และสั่งการณ์ให้หน่วยปฏิบัติการที่เหมาะสมออกปฏิบัติการ
4.
การรักษาพยาบาลฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ (On scene
care) หน่วยปฏิบัติการจะทำการประเมินสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยของตนและคณะ
ประเมินสภาพผู้เจ็บป่วยเพื่อให้การดูแลรักษาตามความเหมาะสม
และให้การรักษาพยาบาลฉุกเฉินตามที่ได้รับมอบหมายจากแพทย์ผู้ควบคุมระบบ
โดยมีหลักในการดูแลรักษาว่าจะไม่เสียเวลา ณ จุดที่เกิดเหตุ
นานจนเป็นผลเสียต่อผู้ป่วย กล่าวคือ
ในผู้ป่วยบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจะเน้นความรวดเร็วในการนำส่งมากกว่าผู้ป่วยฉุกเฉินทางอายุรกรรม
5.
การลำเลียงขนย้ายและการดูแลระหว่างนำส่ง (Care in
transit) หลักที่สำคัญยิ่งในการลำเลียงขนย้ายผู้เจ็บป่วยคือการไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำเติมต่อผู้เจ็บป่วย
ผู้ลำเลียงขนย้ายจะต้องผ่านการฝึกอบรมเทคนิควิธีมาเป็นอย่างดี
ในขณะขนย้ายจะต้องมีการประเมินสภาพผู้เจ็บป่วยเป็น
ระยะ ๆ
ปฏิบัติการบางอย่างอาจอาจกระทำบนรถในขณะลำเลียงนำส่งได้ เช่นการให้สารน้ำ
การดามส่วนที่มีความสำคัญลำดับรองลงมา เป็นต้น
6. การนำส่งสถานพยาบาล (Transfer to definitive care) การนำส่งไปยังสถานที่ใดเป็นการชี้ชะตาชีวิตและมีผลต่อผู้เจ็บป่วยได้เป็นอย่างมาก
การนำส่งจะต้องใช้ดุลยวินิจว่าโรงพยาบาลที่จะนำส่งสามารถรักษาผู้เจ็บป่วยรายนั้น ๆ
ได้เหมาะสมดีหรือไม่ มิฉะนั้นแล้ว เวลาที่เสียไป
กับความสามารถที่ไม่ถึงและความไม่พร้อมของสถานพยาบาลนั้น ๆ จะทำให้เกิดการเสียชีวิต
พิการหรือปัญหาในการรักษาพยาบาลอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น